รีวิวหนังดิสนีย์ Cruella(2021) เป็นหนังสนุกที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนังดิสนีย์ Cruella(2021) เป็นหนังสนุกที่ไม่ควรพลาด

Disney Cruella | MAC Cosmetics

รีวิวหนังดิสนีย์ Cruella Disney+ รีวิว
ช่วงหลังจะมีการสร้างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่บอกเล่าและสำรวจตัวละครรองๆหรือตัวร้ายในหนังคลาสสิกรุ่นเก่าออกมาหลายเรื่องให้เห็นกันมากขึ้น เรียกว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการฮอลลีวูดเลยก็ว่าได้ ซึ่งน่าทึ่งที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ บางเรื่องถึงขั้นขยายจักรวาลหนังหรือซีรีส์ของตนเองให้ใหญ่โตขึ้น และสามารถขายคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้สนใจหนังฉบับแรกด้วยซ้ำ ตัวอย่างของซีรีส์ในกลุ่มนี้ที่เราเห็นกันช่วงหลังก็เช่น Cobra Kai, Castle Rock, Ratched , Mandalorian ในขณะที่ภาพยนตร์ก็จะมีพวก Hook, Oz the Great and Powerful, Joker ฯลฯ

Cruella ก็มาในแนวนั้น ซึ่งดูเหมือนว่าสาเหตุที่แนวทางนี้กำลังได้รับความนิยม แล้วส่วนใหญ่สร้างออกมาก็ไม่ค่อยแป้ก (สัดส่วนรุ่งมากกว่าร่วง) อาจเพราะคนดูยุคหลังชื่นชอบความเป็นสีเทาๆ ของตัวละครมากกว่าจะแบ่งแยก ขาวดำ ชัดเจนแบบหนังก่อนยุค 80 ส่วนใหญ่ ในขณะที่หนังหลังยุค 90 เป็นต้นมา จะเริ่มเห็นว่ากระแสแนวแอนตี้ฮีโร่ได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าบางเรื่องอาจเขียนหรือถูกสร้างมาก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักจนกระทั่งหลังจากยุคนั้นมาแล้ว ผลงานหลายเรื่องที่สร้างสรรค์ตัวละครเอกหรือตัวร้ายมาแนวเทาหรือกึ่งเทา เริ่มได้รับความสนใจ ในขณะที่ตัวร้ายของหนังเหล่านั้นก็เริ่มจะถูกมองและตีความใหม่ๆ เริ่มมีการสำรวจลงลึกไปถึงจิตใจและที่มาของตัวร้ายเหล่านั้นว่า “ทำไมถึงร้าย” มากกว่าจะเขียนออกมาแค่ว่า เป็นตัวร้ายเพราะเป็นตัวร้าย

จุดเด่น
-เล่าที่มาของเอสเตลล่า ก่อนจะเป็นครูเอลล่า ได้สนุก ฉูดฉาด และมีที่มาที่ไป
-เอ็มม่า สโตน แสดงได้สุดยอด
-ผสมผสานหนังหลายแนวเข้าด้วยกันได้สนุก ทั้งแนว สืบสวน ปล้น ดราม่า หนังเด็ก
-เป็นการขยายจักรวาลตัวร้ายหรือตัวละครรองๆในหนังและการ์ตูนดิสนีย์เก่าๆที่ทำได้ดีมาก
-อธิบายว่าทำไมครูเอลล่าถึงทำเรื่อยร้ายกับหมาดัลเมเชี่ยนในการ์ตูนดั้งเดิม
-มีพากย์ไทย

จุดด้อย
-แม้จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงกับเนื้อหาในหนัง 101 ดัลเมเชี่ยน แต่มีจุดที่ดูขัดกันพอสมควร
-เป็นหนังสไตล์ดิสนีย์แบบเดิมๆที่เพิ่มความดาร์กขึ้นอีกนิดหน่อย
-ภาพรวมของหนังไปไม่สุดว่าเป็นแนวไหน
-หนังยัดประเด็นเฟมินิสต์เข้ามาแบบงั้นๆ

Cruella Disney+ เรื่องย่อ
เรื่องราวของ เอสเตลล่า เด็กสาวที่เกิดมาพร้อมกับสีผมสุดแปลกไม่เหมือนใครคือเป็นสีผมตัดขาวดำ เธอใช้ชีวิตอยู่กับแคทเธอรีนผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นห่วงในความแปลกโดดเด่นของลูกสาว จึงพยายามบอกให้เธอทำตัวให้ธรรมดาเข้าไว้ แต่เด็กสาวเอสเตลล่าก็ยังแสดงความเป็นเด็กหญิงหัวขบถในโรงเรียน กระทั่งเธอและแม่ต้องย้ายไปอาศัยที่ลอนดอน

แต่ระหว่างทางแม่ของเธอได้พาไปยังปราสาทแห่งหนึ่งของเคาน์ทบารอนเนสซึ่งกำลังจัดงานเลี้ยงสุดหรู แล้วตอนนั้นเองที่เอสเตลล่าได้ทำความผิดพลาดบางอย่างจนทำให้แม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่โซซัดโซไปพร้อมกับหมาน้อยคู่ใจอย่างบัดดี้ กระทั่งเธอได้เจอกับเด็กผู้ชายหัวขโมยสองคนคือแจสเปอร์และฮอเรส ชีวิตของเอสเตลล่าจึงได้เริ่มขึ้นใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้มีโอกาสเข้าสู่วงการแฟชั่นจากการแสดงตัวตนของเธอเองที่ไปเข้าตาบารอนเนส อย่างไม่ตั้งใจ แต่เธอก็กลับค้นพบความลับสุดช็อกที่ทำให้เธอตัดสินใจสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของแม่เธอ ซึ่งนั่นรวมถึงการสร้างตัวตนใหม่ของเธอในฐานะ “ครูเอลล่า” ผู้ที่จะกลายเป็นเจ้าแม่แห่งวงการดีไซเนอร์ในอนาคต

Cruella Disney+ รีวิว
ช่วงหลังจะมีการสร้างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่บอกเล่าและสำรวจตัวละครรองๆหรือตัวร้ายในหนังคลาสสิกรุ่นเก่าออกมาหลายเรื่องให้เห็นกันมากขึ้น เรียกว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการฮอลลีวูดเลยก็ว่าได้ ซึ่งน่าทึ่งที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ บางเรื่องถึงขั้นขยายจักรวาลหนังหรือซีรีส์ของตนเองให้ใหญ่โตขึ้น และสามารถขายคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้สนใจหนังฉบับแรกด้วยซ้ำ ตัวอย่างของซีรีส์ในกลุ่มนี้ที่เราเห็นกันช่วงหลังก็เช่น Cobra Kai, Castle Rock, Ratched , Mandalorian ในขณะที่ภาพยนตร์ก็จะมีพวก Hook, Oz the Great and Powerful, Joker ฯลฯ

Cruella ก็มาในแนวนั้น ซึ่งดูเหมือนว่าสาเหตุที่แนวทางนี้กำลังได้รับความนิยม แล้วส่วนใหญ่สร้างออกมาก็ไม่ค่อยแป้ก (สัดส่วนรุ่งมากกว่าร่วง) อาจเพราะคนดูยุคหลังชื่นชอบความเป็นสีเทาๆ ของตัวละครมากกว่าจะแบ่งแยก ขาวดำ ชัดเจนแบบหนังก่อนยุค 80 ส่วนใหญ่ ในขณะที่หนังหลังยุค 90 เป็นต้นมา จะเริ่มเห็นว่ากระแสแนวแอนตี้ฮีโร่ได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าบางเรื่องอาจเขียนหรือถูกสร้างมาก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักจนกระทั่งหลังจากยุคนั้นมาแล้ว ผลงานหลายเรื่องที่สร้างสรรค์ตัวละครเอกหรือตัวร้ายมาแนวเทาหรือกึ่งเทา เริ่มได้รับความสนใจ ในขณะที่ตัวร้ายของหนังเหล่านั้นก็เริ่มจะถูกมองและตีความใหม่ๆ เริ่มมีการสำรวจลงลึกไปถึงจิตใจและที่มาของตัวร้ายเหล่านั้นว่า “ทำไมถึงร้าย” มากกว่าจะเขียนออกมาแค่ว่า เป็นตัวร้ายเพราะเป็นตัวร้าย

สำหรับ ครูเอล่า เดอวิล เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่มีชื่อเสียงมากและคนจดจำภาพลักษณ์ของเธอได้มากเป็นอันดับต้นๆ ในหนังดิสนีย์จากยุค 60 อาจเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ทั้งทรงผมและสีผมสุดแปลก การแต่งกายฉูดฉาด ในขณะเดียวกันหากเปรียบเทียบกับเหล่าแม่มดร้ายหรือแม่เลี้ยงใจร้ายในการ์ตูนดิสนีย์รุ่นเก่า ครูเอลล่ามีความจับต้องได้และออกแอ็กชั่นลงมือก่อการอย่างดุเดือดจนน่าจดจำได้มากกว่า อีกทั้งตัวละครนี้ก็ไม่ได้มีพลังพิเศษหรือเวทมนต์อะไร เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่บ้าแฟชั่นและมีรสนิยมด้านนี้รุนแรงกับความคิดสุดโต่งเกินไปเท่านั้น เรียกว่าเราสามารถพบเจอผู้หญิงแบบนี้ได้ในสังคมทั่วไป โดยเฉพาะโลกของการทำงาน

ทีนี้พอจับตัวละครนี้มาทำการสำรวจลงลึกหรือตีความใหม่ นับว่าตัวละครนี้เข้าข่ายน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะความเป็นตัวละครที่แสดงออกถึงความหัวขบถ แถมยังเข้ากับยุคสมัยที่มีการเชิดชูเฟมินิสต์ ความกล้าฉีกกรอกสังคม ที่ในภาพยนตร์ตีความใหม่ว่าเธอเป็นเสมือนหนึ่งในผู้ที่มาก่อนกาล ตรงนี้หากเทียบกับ Joker ซึ่งเป็นตัวร้ายอมตะตลอดกาลของวงการคอมิค นับว่าครูเอลล่ามีความคล้ายคลึงบางอย่างที่แปลกประหลาดมาก ทั้งในแง่การแต่งตัวและการทำตัวหลุดโลก ความบ้าคลั่งต่างๆ ที่แสดงออกมา แม้ว่าครูเอลล่าจะมีความโหดเหี้ยมน้อยกว่า แต่ก็ยังมีมุมมืดเหมือนกันในแง่การทารุณสัตว์ (ในต้นฉบับเดิม ครูเอลล่าวางแผนใช้หนังสุนัขดัลเมเชี่ยนมาเป็นหนังของเสื้อคลุม) แต่เนื่องจากภาพยนตร์ฉบับล่าสุดต้องการทำให้ครูเอลล่ามีความเป็นตัวละครแนวแอนตี้ฮีโร่มากขึ้น จึงยังไม่พูดถึงแนวคิดที่ว่านั้นของเธอ แม้ว่าในเรื่องจะมีฉากที่เธอพูดเรื่องนี้ออกมาบ้างก็ตาม

ด้านการแสดง ต้องยกให้พลังของ เอ็มม่า สโตน การแสดงของเธอคู่ควรกับรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงที่เคยได้รับมาจริงๆ เรื่องนี้เธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องที่ทำให้เรื่องราวเดินหน้าไปได้จนจบ แล้วยังสามารถแสดงในบทของ เอสเตลล่าและครูเอลล่า ที่แม้จะเป็นคนเดียวกันแต่มีบุคลิกและการแสดงออกที่แตกต่างกันสุดขั้วได้สุดยอดมากๆ อีกคนที่ต้องชมคือ เอ็มม่า ทอมป์สัน ในบทบาทรอสเนส ที่แสดงได้ยอดเยี่ยมในฐานะนักแสดงรุ่นใหญ่และเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องนี้ ในขณะที่นักแสดงคนอื่นๆในเรื่องนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เช่น โจเอิล ฟราย ที่ทำให้ภาพของตัวละครแจสเปอร์โดดเด่นขึ้นมาเลย แล้วยังรวมถึงเหล่าน้องหมาในหนังเรื่องนี้ที่น่ารักเอามากๆ

แต่หนังก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีไปหมด เนื่องจากหนังต้องการนำเสนอตัวร้ายของหนังดิสนีย์ยุคเก่าในแบบแอนตี้ฮีโร่ ที่ผสมระหว่างความเป็น เฟมินิสต์+คนหัวขบถรุ่นใหม่ หนังจึงดูเหมือนความพยายามนำเสนอความกล้าฉีกให้มาปะทะกับแนวทางอนุรักษ์นิยมและแบบเดิมๆรวมถึงสังคมชายเป็นใหญ่ที่หนังใส่เข้ามาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ประเด็นนี้หนังแตะเพียงผิวเผินเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้ไปต่อมากกว่าแค่บอกเราว่าครูเอลล่าเป็นพวกคนหัวใหม่กล้าฉีก แล้วก็จบเท่านั้น อีกจุดที่หนังขาดความสมจริงอย่างแรงก็คือพวกฉากการปะทะ ฉากแอ็กชั่นต่างๆ ที่หนังทำมาในแนวดิสนีย์ คือแม้จะมีแอ็กชั่นแค่ไหนแต่มันก็เป็นแอ็กชั่นแนวเด็กๆ อยู่ดี เพียงแต่เพิ่มความดาร์กเข้ามาในเนื้อหาขึ้นอีกนิดหน่อย ดูหนังออนไลน์

สำหรับแนวทางการเดินเรื่อง หนังใช้การผสมผสานหลายแนว ยำเข้าด้วยกัน มีทั้งแนว ปล้น ดราม่า สืบสวน หนังเด็ก หนังแฟชั่น เรียกว่าเหมือนเรากำลังดูการยำรวมกันระหว่าง 101 + Devil Prada + Ocean Eleven + Bird of Prey ตรงนี้จะมองว่าเป็นข้อด้อยก็ได้ เพราะหนังไปไม่สุดสักด้าน แต่ยังดีว่าที่หนังมีเป้าหมายของเรื่องที่ชัดเจนอยู่ เลยทำให้มันไม่หลุดออกทะเลจนน่าเกลียดไป

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *